วิธีวัดผล ROI ของ Digital Marketing
ข้อดีที่สุดของ Digital Marketing คือสามารถวัดผลได้อย่างละเอียดและแม่นยำ ต่างจากการตลาดแบบดั้งเดิมที่ยากจะวัดว่าโฆษณาในหนังสือพิมพ์ได้ผลแค่ไหน Digital Marketing ให้ข้อมูลทุกอย่าง ตั้งแต่คนเห็นโฆษณากี่คน คลิกกี่คน จนถึงซื้อสินค้ากี่คน บทความนี้จะสอนวิธีวัดผล ROI อย่างเป็นระบบ
KPIs สำคัญที่ต้องติดตาม
Website Traffic
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์เป็นตัวชี้วัดเบื้องต้น แต่ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียว ควรดูรายละเอียดเพิ่ม เช่น Traffic Source ว่ามาจากช่องทางไหน Bounce Rate ว่าคนออกเร็วแค่ไหน Pages per Session ว่าดูกี่หน้า และ Average Session Duration ว่าอยู่นานแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้บอกคุณภาพของ Traffic ได้ดี
Conversion Rate
อัตราส่วนผู้เยี่ยมชมที่ทำ action สำคัญ เช่น ซื้อสินค้า กรอกฟอร์ม หรือโทรสอบถาม เป็น KPI ที่สำคัญที่สุดสำหรับธุรกิจ เพราะ Traffic เยอะแต่ไม่มี Conversion ก็ไม่มีประโยชน์ ค่าเฉลี่ย Conversion Rate ของเว็บไซต์อยู่ที่ประมาณ 2-5%
Cost Per Acquisition (CPA)
ต้นทุนในการได้ลูกค้า 1 ราย คำนวณจากค่าใช้จ่ายทั้งหมดหารด้วยจำนวนลูกค้าใหม่ CPA ต้องต่ำกว่ากำไรที่ได้จากลูกค้า 1 ราย จึงจะถือว่าคุ้มทุน ควรเปรียบเทียบ CPA ของแต่ละช่องทางเพื่อจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ
ROAS (Return on Ad Spend)
รายได้จากโฆษณาหารด้วยงบโฆษณา เช่น ใช้งบ 10,000 บาท ได้ยอดขาย 30,000 บาท ROAS เท่ากับ 3 เท่า ถ้า ROAS มากกว่า 3 ถือว่าดี แต่ขึ้นอยู่กับ margin ของสินค้าด้วย สินค้า margin สูงอาจกำไรที่ ROAS 2 เท่า แต่สินค้า margin ต่ำอาจต้อง ROAS 5 เท่าขึ้นไป
Customer Lifetime Value (CLV)
มูลค่ารวมที่ลูกค้า 1 รายจะสร้างให้ธุรกิจตลอดระยะเวลาที่เป็นลูกค้า CLV สำคัญเพราะช่วยให้รู้ว่าควรลงทุนเท่าไหร่ในการหาลูกค้าใหม่ ถ้า CLV สูง ก็สามารถจ่าย CPA สูงขึ้นได้
สูตร ROI
ROI = (กำไร - ต้นทุน) / ต้นทุน x 100 ตัวอย่าง ลงทุน 50,000 บาท ได้กำไร 150,000 บาท ROI = (150,000 - 50,000) / 50,000 x 100 = 200%
เครื่องมือวัดผล
- Google Analytics 4 สำหรับวัดผลเว็บไซต์
- Google Search Console สำหรับ SEO Performance
- Facebook Ads Manager สำหรับโฆษณา Facebook
- Google Ads Dashboard สำหรับโฆษณา Google
RankDee จัดทำรายงานผลลัพธ์อย่างโปร่งใสให้ลูกค้าทุกเดือน พร้อมคำแนะนำในการปรับปรุง ปรึกษาเราเพื่อเริ่มต้นวัดผล Digital Marketing อย่างมืออาชีพ